บทที่ 2 บทที่ 2 : ละครฉากแรก

คฤหาสน์อัครเมธีวงศ์ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางอาณาบริเวณอันกว้างขวาง รั้วเหล็กดัดสูงลิบและกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่แทบทุกมุมสะท้อนให้เห็นถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาระดับเดียวกับฐานทัพทหาร

แม้ว่าสำหรับ ‘ไวเปอร์’ ในคราบของเด็กสาวชาวดอย มันก็เป็นเพียงแค่สนามเด็กเล่นที่เธอต้องเดินเข้ามาทำภารกิจเท่านั้น แต่เธอก็ต้องสวมบทให้แนบเนียนที่สุดตามที่องค์กรต้องการ… ถึงมันจะขัดกับตัวตนของเธอก็เถอะ...

“เปิ้น... ชื่อขิง ลงมาจากดอยเจ้า พ่อแม่เปิ้นตายหมดแล้วเจ้า ทิ้งหนี้ไว้ก้อนโต เปิ้นต้องหาเงินส่งไปใช้หนี้หื้อพ่อเลี้ยง แล้วก็ต้องเลี้ยงยายที่ตาบอดด้วยเจ้า...”

น้ำเสียงสั่นเครือ และติดสำเนียงท้องถิ่นผสมสำเนียงภาคกลาง ดังขึ้นกลางโถงทางเดินด้านหลังคฤหาสน์ ร่างเล็กในชุดผ้าฝ้ายทอมือแบบพื้นเมืองสีมอๆ ยืนบีบมือตัวเองแน่น ดวงตากลมโตสุกใสมอง ‘ป้าจันทร์’ หัวหน้าแม่บ้านวัยกลางคนด้วยแววตาตื่นตระหนกราวกับลูกกวางหลงฝูง ย่ามใบใหญ่ที่สะพายอยู่บนบ่าดูหนักอึ้งจนทำให้ร่างเล็กๆ นั้นดูน่าเวทนามากยิ่งขึ้น

“อ่านหนังสือออกไหมล่ะเรา?” ป้าแม่บ้านขยับแว่นสายตา มองสำรวจหัวจรดเท้าด้วยความเวทนาปนระอา

“อ๊ะ... อ่านบ่ออกเจ้า เขียนก่อบ่ได้ นับเลขได้นิดหน่อยเจ้า แต่เปิ้นสู้งานเน้อเจ้า! หื้อเปิ้นล้างส้วม ถูพื้น ดายหญ้า เปิ้นยะได้หมดเลยเจ้า ขอแค่มีข้าวกิ๋นกับมีเงินส่งไปหื้อยายก็พอเจ้า” ขิงรีบพูดรัวเร็วพลางทำท่าจะคุกเข่ากราบ จนป้าแม่บ้านต้องรีบยกมือห้าม

สีหน้าของ ‘ขิง’ เด็กสาวผู้ใสซื่อแสดงความตื่นกลัว ไหล่เล็กๆ ลู่ลง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเหมือนคนกำลังจะร้องไห้

“เอาเถอะๆ ไม่ต้องถึงกับกราบหรอก...” ป้าจันทร์ถอนหายใจ “งานในคฤหาสน์นี้มันหนัก แล้วเจ้านายก็เจ้าระเบียบมาก เธอจะ...”

ยังไม่ทันที่หัวหน้าแม่บ้านจะพูดจบ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากบันไดหินอ่อน บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น บอดี้การ์ดชุดดำสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูโค้งคำนับลงแทบจะพร้อมกัน

“นายท่าน”

ศิลา อัครเมธีวงศ์ ก้าวเดินลงมาในชุดเชิ้ตสีเข้มที่พับแขนขึ้นลวกๆ แต่กลับดูเท่ และทรงอำนาจ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวกวาดมองผ่านโถงทางเดิน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างเล็กๆ ในชุดพื้นเมือง

จังหวะที่สายตาประสานกัน ขิงฌ็เบิกตากว้าง ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นมัจจุราช เท้าเล็กๆ สะดุดเข้ากับขอบพรมเปอร์เซียราคาแพง ร่างของเธอเสียการทรงตัวและกำลังจะล้มหน้าคะมำลงกับพื้นหินอ่อน!

ทว่าแทนที่จะล้มลงกระแทกพื้น ท่อนแขนแกร่งของศิลากลับตวัดเข้ามารวบตัวเธอไว้ได้อย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมาย มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือและฝ่ามือเล็กของเธอเพื่อดึงรั้งไม่ให้ล้ม

“อ๊ะ!” ขิงร้องเสียงหลง หลับตาปี๋ด้วยความตื่นตระหนก

ในเสี้ยววินาทีที่ผิวสัมผัสกัน ศิลาก้มลงมองมือเล็กๆ ที่เขาจับเอาไว้ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อสังเกตรายละเอียดบางอย่าง...

ชายหนุ่มแอบประเมินในใจ แม้ภายนอกเธอจะดูเหมือนเด็กสาวกำลังล้มอย่างเซ่อซ่า แต่จังหวะที่เธอล้ม ร่างกายกลับมีการจัดระเบียบศูนย์ถ่วงอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อไม่ให้บาดเจ็บ

ยิ่งไปกว่านั้น... ผิวสัมผัสที่ฝ่ามือของเธอไม่ได้หยาบกร้านจากการจับจอบจับเสียมทำไร่ทำนาอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันมี ‘รอยด้าน’ เฉพาะจุด โดยเฉพาะที่ปลายนิ้วชี้ข้างขวาและง่ามนิ้ว... รอยด้านแบบนี้เกิดจากการเสียดสีกับโกร่งไกปืนและด้ามจับอาวุธสงครามเป็นเวลานานเท่านั้น!

‘น่าสนใจดีนี่... ส่งนักฆ่าหน้าตาน่ารักแบบนี้มาเชียวหรือ?’

ศิลาคิดในใจ ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากเพียงชั่วขณะ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น เขาปล่อยมือจากเธอช้าๆ ในขณะที่ขิงก็รีบตะเกียกตะกายมายืนเป็นปกติ แล้วลงไปนั่งพับเพียบกับพื้น ตัวสั่นงันงก บีบน้ำตาหยดแหมะๆ

“ขะ... ขอสุมาเจ้า! เปิ้นบ่ได้ตั้งใจเจ้า นายท่านอย่าฆ่าเปิ้นเน้อเจ้า!” เด็กสาวละล่ำละลัก ยกมือไหว้ปลกๆ ท่าทางการแสดงอระดับรางวัลออสการ์จนศิลาเกือบจะหลุดขำ

“มีอะไรกัน ป้าจันทร์” ศิลาปรับสีหน้าให้เรียบตึง หันไปถามหัวหน้าแม่บ้านด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

“เอ่อ... เด็กคนนี้มาตามป้ายประกาศรับสมัครคนทำความสะอาดค่ะนายท่าน ดิฉันกำลังจะไล่... เอ้ย กำลังจะปฏิเสธไป เพราะดูแล้วคงทำอะไรไม่ค่อยเป็น”

ศิลาปรายตามองยัยเด็กดอยที่กำลังนั่งก้มหน้าสะอื้นไห้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัยที่ไม่มีใครล่วงรู้

“รับเธอไว้เถอะ ป้าจันทร์”

“คะ? แต่นายท่านคะ...”

“ดูก็น่าสงสารดี ปล่อยให้ไปตกระกำลำบากข้างนอกเดี๋ยวจะอดตายเปล่าๆ ให้เริ่มงานวันนี้เลยก็แล้วกัน” ศิลาตัดบท เขามองร่างเล็กที่แกล้งทำเป็นเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้างซาบซึ้งใจ ก่อนที่ชายหนุ่มจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ขิงก้มกราบขอบคุณที่พื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

.

ตกดึก ที่ห้องพักคนรับใช้

ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงเตียงไม้และพัดลมเก่าๆ แววตาหวาดกลัวและใสซื่อของเด็กสาวชาวดอยพลันมลายหายไปราวกับสับสวิตช์

ไวเปอร์นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มบัดนี้เรียบเฉยและเย็นชาดุจน้ำแข็ง มือเล็กลูบไปที่รอยด้านจางๆ บนนิ้วชี้ของตัวเองพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวัน

‘ศิลา อัครเมธีวงศ์...’ หญิงสาวแค่นหัวเราะในลำคอ

ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาตอนที่เข้ามารับตัวเธอไว้มันรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นแค่มาเฟียที่นั่งสั่งการอยู่บนโต๊ะ เขามีสัญชาตญาณของการระแวดระวังภัยในระดับสูง แต่ถึงอย่างนั้น... เขาก็ยังหลงกลรับเธอเข้ามาทำงานด้วยความเวทนา...

‘ความสงสารคือจุดอ่อนของมนุษย์... และมันจะเป็นสิ่งที่ฆ่าแก ไอ้มาเฟียงี่เง่า’ ไวเปอร์คิดในใจกับความมืด ดวงตาเปล่งประกายวาววับของนักล่าที่แทรกซึมเข้าถ้ำเสือได้สำเร็จ ภารกิจขโมยข้อมูลและเด็ดหัวเป้าหมายเริ่มต้นขึ้นแล้ว และเธอจะจบมันให้เร็วที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป